เข้าใจและเปลี่ยนแปลงชีวิต

พิมพ์

การเผชิญความตายอย่างสงบ

เขียนโดย อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ.

การเผชิญความตายอย่างสงบ


อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ / เขียน


?

คนส่วนใหญ่ไม่อยากพูดถึงเรื่องความตาย จึงทำให้ไม่ได้ศึกษาหรือเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญความตายที่จะมาถึง ทั้งที่จริงแล้ว คงไม่มีใครหลีกพ้นความตายไปได้

?

เมื่อไม่เคยคิด ไม่มีการเตรียมพร้อม ครั้นความตายใกล้เข้ามาก็ย่อมตื่นตระหนก หากยังมีสติสัมปชัญญะและระลึกได้ก็อาจยังพอมีโอกาสแก้ตัวอยู่บ้าง แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เตรียมตัวเลยก็อาจเป็นเหตุให้ตื่นตระหนกกับความตายที่คืบคลานเข้ามา

?

ทำไมเราจึงไม่หันกลับมาทำความเข้าใจในสัจธรรมว่า ทุก ๆ คนต่างก็ต้องพบกับความตายซึ่งไม่อาจทราบล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนได้ ทำไมไม่เตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อน เมื่อความตายคืบใกล้เข้ามาจะได้มีโอกาสตายอย่างสงบ ตายอย่างไม่มีความกังวล จิตที่จะดับไปตามกายก็จะเป็นจิตที่สงบ ดับไปด้วยความสงบ ต่างไปจากจิตของผู้ไม่เตรียมตัวตายหรือผู้ที่ยังมีความกังวลก่อนที่กายและจิตจะดับ

?

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากจะชักชวนให้ทุกท่านได้เล็งเห็นความสำคัญว่า เราควรจะทำความเข้าใจในสัจธรรมที่ว่าทุกคนต้องตาย และควรเตรียมพร้อมเผชิญกับความตายอย่างสงบและมีสติ

?

การเตรียมความพร้อมควรทำอย่างไร

 

การเตรียมความพร้อมควรเริ่มที่จิตใจของเราก่อน ภาษาพระคือการเจริญมรณานุสติ ซึ่งเป็นการเตือนตัวเราว่าทุกคนต้องประสบกับความตาย ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น เริ่มที่จะละวางในสิ่งต่างๆ ซึ่งพระอาจารย์หลายท่านชี้แนะให้พิจารณาว่า มันไม่ใช่ตัวกู มันไม่ใช่ของกู มันเป็นของธรรมชาติ นี่ถือเป็นการเตรียมพร้อมทางธรรม

?

ส่วนการเตรียมความพร้อมทางโลกนั้นก็นับได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้เรากระวนกระวายกับกิจที่เราอาจจะไม่สามารถทำเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้วาระสุดท้าย เพราะช่วงใกล้วาระสุดท้ายนั้น เราอาจอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะบอกหรือทำให้คนรอบข้างรับรู้ได้ว่าเรายังเป็นห่วงเรื่องอะไร หรือยังมีอะไรที่ค้างคาใจ ซึ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อยากจะทำให้ได้ก่อนจะจากไป

?

พินัยกรรมชีวิตคือสิ่งที่ผู้เขียนได้รับการชี้แนะว่าเป็นการเตรียมความพร้อมทางโลกที่เหมาะสม เพื่อให้มีความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะสะสางเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นได้ในขณะที่ยังมีกำลัง และมีจิตสัมปชัญญะ

?

ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ คือสิ่งที่ควรคิด ตัดสินใจ อาจตัดสินใจโดยลำพังหรือจะด้วยการหารือกับคนรอบข้างนั้นก็ตามแต่กรณี ขึ้นอยู่กับบริบทซึ่งแต่ละคนย่อมมีแตกต่างกันไป

?

ประการแรกคือการพิจารณาเรื่องทรัพย์สมบัติ ทั้งที่ตนเองมีอยู่และมีความประสงค์จะมอบให้กับบุคคลต่างๆ ควรหาทางตัดสินใจและจัดการให้เรียบร้อย ถ้าหากยังมีลมหายใจยืนยาวต่อไป และต้องการจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจนั้นก็ย่อมทำได้ ส่วนหนี้สินที่ติดค้างคนอื่นก็ต้องหาทางสะสาง เพื่อไม่ให้รู้สึกผิดในขณะที่จิตจะดับด้วยพะวงว่ายังค้างเขาอยู่

?

ประการที่สอง ยังมีงาน กิจการ หรือเรื่องราวอะไรที่ยังคั่งค้างอยู่ในหัวใจ ต้องหาทางสะสางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่ารอหรือผัดวันประกันพรุ่งจนไม่มีโอกาสทำ เพราะคงไม่มีใครสามารถกำหนดได้เป็นแน่ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่จากโลกนี้ไป

?

ประการที่สาม อาจจะใกล้เคียงกับประการที่สอง หากแต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด เช่น คู่สมรส ลูกหลาน ญาติกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น มีอะไรอยากจะบอก มีอะไรอยากจะทำให้ หรือมีอะไรอยากให้เขาทำ ให้บอกกันเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาสบอก เพราะบางครั้งการกระทำแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอก็ได้

?

ประการที่สี่ อาจจะฟังดูเป็นเรื่องอัปมงคลแต่ก็เป็นเรื่องสัจธรรมคือ อยากจะให้จัดงานศพอย่างไร สมมติว่าแม่ชอบและอยากให้ทำพิธีกงเต็ก เราก็ทำให้สมกับความต้องการของแม่ได้ หรือบางคนอยากให้จัดอย่างเรียบง่าย ลูกหลานก็จะได้ทำตามความประสงค์ ที่สำคัญคือ อย่าบอกแต่เพียงว่า "จัดอย่างไรก็ได้" ให้บอกตรงๆ ไปเลยจะดีกว่า ถ้าลูกๆ หลานๆ เขาทำไม่ได้จะได้ปรึกษากันอีกที

?

ประการที่ห้า การจัดการกับร่างกายของเรา จะอุทิศให้นำไปใช้ประโยชน์ต่อบ้างหรือไม่ เช่น บริจาคอวัยวะตามที่เรากำหนด หรือว่าจะให้ลูกหลานนำไปฝังหรือเผา ก็ให้บอกให้ชัดเจน อย่าปล่อยให้คนอื่นตัดสินแทนเรา เราควรตัดสินใจในขณะที่ยังมีสตินั่นแหละดี คนรุ่นหลังก็จะไม่ลำบากใจ

?

ประการที่หก การจำกัดขอบเขตการรักษาพยาบาล จะจำกัดไว้หรือไม่ ในยามฉุกเฉินผู้เกี่ยวข้องจะได้สะดวกใจ บางคนก็บอกลูกบอกหลานว่าถ้าเจ็บป่วยจนกระทั่งจะรักษาให้ฟื้นไม่ได้ก็อย่าไปฝืนธรรมชาติ เช่น ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจด้วยการเจาะคอหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะในขณะที่เราไม่มีสติสัมปชัญญะแล้วนั้น ลูกหลานซึ่งไม่สามารถปรึกษาเราได้ต่างคนอาจจะมีความเห็นแตกต่างกัน บางคราวอาจจะถึงกับผิดใจกันไปเลย ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็ทำเพราะรักเรา กตัญญูต่อเราทั้งนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง และชี้แจงให้ชัดเจนเสียแต่เนิ่นๆ

?

ประการสุดท้าย เท่าที่ได้รับการชี้แนะมา คือการหาคนที่เราไว้วางใจให้มีอำนาจช่วยทำการแทนเรา ตัดสินใจแทนเรา ควรหาและจัดเรียงลำดับไว้สัก 3 คน แน่นอนว่าบุคคลเหล่านี้นอกจากจะได้รับความไว้วางใจจากเราแล้วก็ต้องรู้เจตนาของเราในเรื่องต่าง ๆ ที่ในที่นี้เรียกว่าพินัยกรรมชีวิต

?

พินัยกรรมชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหากแต่เป็นการกระทำเพื่อช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปด้วยความสงบโดยไม่ทำให้คนที่เรารักต้องลำบากใจกับการจากไปของเรา ทั้งนี้ ขอเพียงแต่อย่าผัดวันประกันพรุ่งในการที่เข้าถึงสัจธรรมแห่งความตาย และจัดการกับพินัยกรรมชีวิตให้เสร็จสิ้นในยามที่เรายังมีสติสติสัมปชัญญะเท่านั้นก็เพียงพอ

?

scroll back to top

Location

29/15 ถนนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Contact

โทรศัพท์ 02-314 7385 ถึง 6
โทรสาร 02-319 1856
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Opening Hours

Mon-Fri | 9am-5pm
Sat-Sun | closed

Follow Us

facebook-circle-300px twitter-circle-300px gplus-in-circle-300px