เข้าใจสังคม

พิมพ์

วัฒนธรรมการฉลองปีใหม่ของคนไทย

เขียนโดย ส.ศ.ษ..

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ / เขียน

พิมพ์ลงสารเพื่อนเสม ฉบับที่ 33 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2552


สำหรับการรับอะไรๆ ใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญนั้น ไทยเราใช้คำว่า ฉลอง ซึ่งแปลว่า ข้าม เช่น ท่าฉลอง ก็คือ ท่าข้าม

ปีใหม่เป็นการข้ามจากปีหนึ่งไปสู่อีกปีหนึ่ง แม้เด็กที่เกิดใหม่ ก็ต้องฉลองด้วยการทำขวัญ ตั้งแต่ทำขวัญ ๓ วัน ไปจนทำขวัญเดือน ตราบจนตอนโกนจุก ซึ่งเด็กแปรสภาพไปเป็นหนุ่มสาว เรื่อยไปจนตาย ซึ่งแม้จะไม่ใช้คำว่า ฉลอง แต่ประเพณีและพิธีกรรม ก็เป็นไปในทำนองฉลองเช่นกัน คือมักมีมหรสพประกอบ นอกเหนือไปจากพิธีกรรมทางศาสนา ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของคนๆ หนึ่ง

สำหรับปีใหม่นั้นเป็นส่วนแห่งประเพณีประจำปี หรือรวมเรียกว่าเทศกาล โดยที่เดิมชาวเราส่วนใหญ่เป็นกสิกร ชีวิตประจำวันของเราจึงขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล จึงจัดพิธีฉลองกันทุกเดือน ดัง พระราชพิธีสิบสองเดือน ของหลวงเป็นประจักษ์พยาน ทางอีสานก็เรียกว่า ฮีตสิบสอง หรือจารีตตลอดสิบสองเดือน

จารีต มาจากคำว่า ฤต (ริตะ) ซึ่งย่อมประสานไปกับ ฤตุ (ฤดูกาล) กล่าวคือ การประพฤติปฏิบัติตนของมนุษย์ ควรเหมาะสมกับเทศกาลต่างๆ หรืออย่างเหมาะสมกับบรรยากาศทางธรรมชาติ

ทุกจารีตหรือประเพณีและพิธีกรรมของเรานั้นอิงอาศัยผี (คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เราไม่เข้าใจได้) มาแต่ไหนแต่ไร ครั้นมารับนับถือพราหมณ์ ผีก็เลยศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ยิ่งๆ ขึ้น เป็นเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์ ต่อเมื่อมาสมาทานพระพุทธศาสนาแล้ว จึงผันผีให้เชื่องลง ทั้งหมดควรสยบยอมอยู่ในพระพุทธานุภาพ ผีก็กลัวพระ แม้พระอิศวร พระนารายณ์ ซึ่งเป็นเทพสูงสุดของพราหมณ์ ก็ต้องรับไตรสรณาคม

ฉะนั้น วัฒนธรรมของเรา จึงมีผี มีเทวดา และมีพระมาเกี่ยวข้องเสมอ ว่าเฉพาะงานปีใหม่ ไม่ว่าจะตอนเดือนอ้าย (ซึ่งย้ายมาเป็นมกราคม) หรือเดือนห้า (ตรุษ) เราย่อมจะต้องทำบุญใส่บาตร เพื่อแสดงออกซึ่งทานมัย โดยเน้นที่การอุดหนุนคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นสังคมตัวอย่างในทางอุดมคติ และรักษาศีล เพื่อความเป็นปกติของตัวเราและสังคม นี่คือการฉลองตามทางของพุทธศาสนา

ในทางความเชื่อเรื่องผีนั้น เมื่อหันมานับถือพุทธแล้ว เราก็นิมนต์พระมาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผีปูย่าตายาย เพราะว่ากันจริงๆ แล้ว ทางพุทธศาสนาถือว่าปูย่าตายายนั้นๆ ล้วนไปเกิดแล้วทั้งนั้น จะไปเกิดในสุคติภพหรือทุคติ ก็ย่อมแล้วแต่กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมของท่านนั้นๆ ฉะนั้น การที่เราทำบุญให้ท่าน หรือทำพิธีเซ่นไหว้ท่านนั้น เป็นคติเดิมที่เคยเชื่อเรื่องผีมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์นั้นเอง รวมถึงการสรงน้ำอัฐิ หรือเอาน้ำอบมาประพรมอัฐิบรรพบุรุษ เฉกเช่นที่เราสรงน้ำพระ ก็เป็นความเชื่อเดิม ที่ว่าน้ำย่อมชำระอะไรๆ ที่เก่าๆ ที่หมักหมม ให้สะอาดได้ แล้วเรารดน้ำสาดน้ำให้กันและกันด้วย

ไม่ว่าจะรดน้ำผี (กระดูก) รดน้ำพระ (ทั้งพระภิกษุและพระพุทธรูป) และรดน้ำคนที่มีชีวิต (ขอพรจากผู้ใหญ่หรือประพรมให้กันและกัน) ล้วนกระทำกันอย่างสนุกสนาน ชื่นบาน อย่างไม่เกินเลยไป แต่เรื่องรดน้ำสาดน้ำนี้ ใช้เฉพาะตอนเดือนห้า ซึ่งเป็นหน้าร้อน ขืนมาใช้ตอนเดือนอ้ายหรือมกราคม เดี๋ยวหนาวตาย และพิธีเดือนห้าผนวกไปทางพราหมณ์มาก เช่น เรื่องท้าวกบิลพรหมที่เสียศีรษะไป เพราะแพ้รู้บัณฑิตหนุ่ม จนลูกสาวต้องเชิญศีรษะใส่พานไปรอบจักรวาลทั้งปีเป็นต้น

สำหรับประเพณีเดือนอ้าย ถ้ามองเผินๆ จะไม่เห็นพิธีพราหมณ์ในทางไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่ในราชสำนัก หากพิธีกรรมทางฝ่ายพุทธนั้น ก็เอื้อประโยชน์ให้เทวดาด้วยเสมอไป ท่านเรียกว่าเทวตาพลี (ถ้าพูดอย่างสมัยใหม่ก็คือให้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาตินั่นเอง) แม้บทสวดอนุโมทนา ที่พระให้พรเรา ท่านก็จะนำเทวดามาเกี่ยวข้องด้วย ดังท้ายบทสวดมนต์ทุกครั้งจะจบลงด้วย ภวตุ สพฺพมงฺคลรกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา คือขออำนาจคุณพระรัตนตรัย แผ่ไปให้เทวดา มาปกปักษ์รักษาเราทุกๆ คนที่ประกอบการกุศล หรือการฉลองที่ถูกต้องดีงาม ย่อมต้องสัมพันธ์ด้วยดีกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

ถ้าเรารับปีใหม่ด้วยกุศลกิจดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นการเริ่มปีที่ดี เป็นมงคลทั้งกับตัวเราเองและสรรพสัตว์

ส่วนการฉลองปีใหม่ที่ปริวรรตไปเป็นอย่างฝรั่ง ตามวัฒนธรรมของบริโภคนิยมที่อ้างว่าเป็นโลกาภิวัตน์นั้น จักไม่ขอเอ่ยถึงในที่นี้

scroll back to top

Location

29/15 ถนนรามคำแหง ซอยรามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Contact

โทรศัพท์ 02-314 7385 ถึง 6
โทรสาร 02-319 1856
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Opening Hours

Mon-Fri | 9am-5pm
Sat-Sun | closed

Follow Us

facebook-circle-300px twitter-circle-300px gplus-in-circle-300px