ที่มา : http://www.oknation.net/blog/GRANG-PRANG/2010/07/15/entry-2
เขียนโดย กาง-แปรง

จากคำโปรยในเอ็นทรี่นี้ เชื่อว่าทุกคนที่คลิกเข้ามาคงต้องการความกระจ่างจากข้อความที่ว่า “หนูท้องกับพ่อมีลูกกัน 2 คน” มันเป็นอย่างไรคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างนั้นหรือ ข้อความดังกล่าวคือสิ่งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักหนังเรื่อง Precious: Based on the Novel Push by Sapphire หนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของแซปไฟร์ในปี 1996 เรื่อง Push ที่ไปกวาดรางวัลมาแล้วทุกเวทีไม่ว่าออสการ์ ลูกโลกทองคำ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้คว้ารางวัลขวัญใจมหาชนจากเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตและซันแดนซ์ในปีเดียวกัน ผมตั้งใจว่าต้องดูหนังเรื่องนี้ให้ได้ หลังจากได้แผ่นดีวีดีมาดูแล้วต้องบอกว่าชีวิตของพรีเชียสตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ มันบัดซบ จริงๆ เลย

ความบัดซบของชีวิต พรีเชียส สาวอ้วนดำวัย 16 ที่อาศัยในย่านฮาเร็มนิวยอร์ค เริ่มตั้งแต่เด็กที่มักถูกแม่ทำร้ายร่างกาย ตบตีอยู่เสมอๆ และยังถูกพ่อข่มขืนจนมีลูกสาวที่เป็นเด็กออทิสติก ด้วยกันหนึ่งคนขณะที่เธอมีอายุเพียง 12 ขวบเท่านั้นโดยมียายเป็นผู้รับเลี้ยงดูแล ทุกการกระทำระหว่างพ่อกับพรีเชียสแม่ของเธอรับรู้โดยตลอด และในบางครั้งก็ยังแอบเฝ้ามองการกระทำของคนทั้งสองขณะมีเพศสัมพันธ์กันอีกด้วย แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นพรีเชียสยังต้องคอยช่วยบำบัดความใคร่ทางเพศให้กับแม่หากวันใดเธอมีอารมณ์ความต้องการขึ้นมา (หนังเสนอฉากนี้เป็นนัยเท่านั้นช่วงต้นเรื่อง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเหมือนในหนังสือบรรยายไว้ )
พรีเชียสเป็นเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่มีทักษะด้านการคำนวณ เวลาอยู่ในชั้นเรียนเธอมักจะนั่งอยู่หลังห้องโดยไม่พูดคุยกับใครและไม่แสดงความคิดเห็นใดๆในชั้นเรียน เธอจะเฝ้ามองอาจารย์หนุ่มหน้าชั้นเรียนและคิดไปว่าอาจารย์กำลังแอบชอบเธออยู่ แล้ววันหนึ่งชีวิตของพรีเชียสต้องพลิกผันเมื่อทางโรงเรียนรู้ว่าเธอกำลังตั้งทั้งลูกคนที่ 2 กับพ่อ เธอถูกขับออกจากโรงเรียน แต่โชคยังดีผู้อำนวยการแนะนำให้เธอไปเรียนในโรงเรียนทางเลือกที่คล้ายกับโรงเรียนการศึกษานอกโรงเรียนในบ้านเรา ที่นั่นพรีเชียสได้พบกับครูเรนซึ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างที่เข้ามาจุดประกายในชีวิตเธอ ครูเรนได้หยิบยื่นกำลังใจข้อแนะนำต่างๆให้เธอมีชีวิตอยู่และสู้ต่อไป เธอตัดสินใจออกจากบ้านเดิมมาอาศัยอยู่กับครูเรนเป็นการชั่วคราว

ครูเรนสอนให้พรีเชียสให้อ่านออกเขียนได้ รู้จักการบันทึกเรื่องราวของตัวเอง กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนและไม่ใช่เด็กหลังห้องแบบเดิมอีกต่อไป ชีวิตของพรีเชียสน่าจะดีขึ้น แต่ความบัดซบของชีวิตมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อแม่ต้องการให้พรีเชียสกลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม โดยแจ้งความจำนงผ่านนักสังคมสงเคราะห์ที่ให้เงินสงเคราะห์กับครอบครัวเธออยู่ ฉากการเผชิญหน้ากันของแม่ลูกและนักสังคมสงเคราะห์ตอนท้ายเรื่องเป็นเหมือนการระเบิดความในใจของแม่ที่มีต่อพรีเชียส ชนิดที่คนดูต้องประหลาดใจอย่างยิ่งกับทัศนคติที่แม่หนึ่งคนจะมีกับลูกตัวเองได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ และจากการพูดคุยในวันนั้นพรีเชียสก็เลือกที่จะหันชีวิตให้กับแม่ของเธอโดยไม่คิดจะหวนกลับไปอีก เธอพร้อมก้าวเดินสู้ชีวิตต่อไปกับลูกน้อยอย่างเด็ดเดี่ยว โดยมีเหล่าผองเพื่อนในชั้นเรียนและครูเรนเป็นกำลังใจ แม้ว่าเธอต้องเผชิญกับโรคร้ายที่กำลังคุกคามชีวิตเธออยู่ทุกขณะก็ตาม
ด้วยเนื้อหาหนังที่เข้มข้น หนักอึ้งและเครียดพอสมควร ทั้งผู้กำกับ ลี แดเนียลส์ กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สอง และผู้เขียนบท เจฟฟรีย์ เอส เฟลตเชอร์ เขียนบทหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เลือกวิธีการนำเสนอไม่ให้หนังหดหู่มากนัก ทุกครั้งที่พรีเชียสต้องเผชิญปัญหาชีวิต ถูกทำร้ายทางร่ายกายและจิตใจ ผู้กำกับจะตัดภาพในจินตนาการที่เธอฝันว่าตัวเองเป็นคนดัง นักร้อง นักแสดง นางแบบ ที่ใครๆต่างชื่นชมเข้ามา เพื่อลดโทนของหนังไม่ให้ดูโศกเศร้าจนเกินไป บางภาพอาจทำให้คนดูแอบอมยิ้มเล็กๆกับความน่ารักของพรีเชียส แต่พอนึกได้ว่ากำลังยิ้มเยาะกับชีวิตที่สุดแสนรันทดของเด็กสาวคนหนึ่งอยู่คนดูก็ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที ผมชื่นชมวิธีการนำเสนอในลักษณะนี้เพราะไม่เป็นการบีบคั้นอารมณ์คนดูให้หดหู่จนเกินไป
แต่พอถึงช่วงท้ายของหนังภาพจินตนาการเหล่านั้นจะไม่มีให้เห็นเลย ผู้กำกับต้องการให้คนดูได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกจริงๆที่ตัวละครระเบิดอารมณ์ออกมาหลังจากเก็บกดมันไว้อยู่นาน ฉากร้องไห้ของพรีเชียสในห้องเรียนหลังจากชีวิตเดินมาถึงจุดต่ำสุด เธอหมดหวังท้อแท้ไม่มีแม้เรี่ยวแรงที่จะเขียนตัวอักษรใดๆลงบนสมุดบันทึก ครูแรนต้องปลุกเรียกพละกำลังในตัวพรีเชียสให้ตื่นขึ้นแล้วลุกขึ้นสู้ชีวิตต่อไปแม้ต้องเผชิญกับปัญหาเลวร้ายเพียงใดก็ตาม ผมเชื่อว่าใครที่ดูฉากนี้คงต้องเสียน้ำตาให้กับเด็กสาวอ้วนดำคนนี้อย่างแน่นอน

อีกฉากหนึ่งที่เรียกอารมณ์คนดูได้ไม่แพ้กัน แต่ไม่ใช่อารมณ์โศกเศร้าแต่เป็นอารมณ์ฉงน สงสัย ประหลาดใจ เมื่อแม่ของพรีเชียสต้องไปพบนักสังคมสงเคราะห์เพื่อถามถึงที่มาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวว่าเธอรับรู้หรือไม่ คำตอบที่ได้รับผมเชื่อว่าคนดูทุกคนต้องเกิดคำถามในใจ ว่าเหตุใดแม่ถึงคิดกับลูกของตัวเองแบบนั้น หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นเรื่องจะเห็นว่าหนังพยายามสอดแทรกเรื่องการศึกษาผ่านตัวละครอย่างพรีเชียส จากเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พัฒนาไปสู่เด็กที่สามารถบันทึกเรื่องราวของตัวเองในแต่ละวัน จนกระทั่งสามารถสอบผ่านระดับชั้นมัธยมโดยมีความมุ่งมั่นจะศึกษาต่อถึงขั้นมหาวิทยาลัย เราจะเห็นพัฒนาการด้านความคิดการแสดงออกของพรีเชียสจะเปลี่ยนไปตามการศึกษาที่เพิ่มขึ้น จนที่สุดแล้วเธอก็กล้าที่จะใช้ชีวิตได้โดยลำพัง ขณะที่แม่เธอกลับหวาดกลัวกับการใช้ชีวิตอย่างเดียวดายเมื่อสามีของเธอเสียชีวิตลง ดังนั้นการศึกษาคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แม่หนึ่งคนสามารถคิดได้ว่า “ลูกกำลังจะแย่งสามีของตัวเองไปจากเธอ” ขณะลูกก็ถูกพ่อบอกอยู่เสมอว่า “พ่อจะเลิกกับแม่แล้วมาใช้ชีวิตอยู่กับลูก”
แกบ โบเรย์ ซิดิเบกับการแสดงครั้งแรกในบทพรีเชียส ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาเธอเหมาะกับบทนี้มากๆ เธอสามารถทำให้คนดูหลงรักเอาใจช่วยตัวละครตัวนี้ ทั้งที่บางมุมเธออาจจะดูไม่น่ามองเท่าไหร่ก็ตาม แต่เธอสามารถถ่ายอารมณ์ที่มีทั้งโกรธ โศก เศร้า เหงาและรักได้เป็นอย่างดี จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมบทเวทีออสการ์ และลูกโลกทองคำ แต่พลาดให้กับ แซนดร้า บลูล็อก ใน The Blind Side ขณะที่ โม’นิก กับบทแม่ที่มีปมอยู่ในใจกับลูกตัวเอง เพราะฉากสุดท้ายของหนังที่เธอระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างสุดฝีมือ ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์, ลูกโลกทองคำและอีกหลายๆเวทีในปีที่ผ่านมา ส่วนมารายห์ แครีกับบทนักสังคมสงเคราะห์ที่หลายคนอาจจะจำเธอไม่ได้หากไม่มีใครบอก เพราะเธอสลัดภาพแทบไม่เหลือความเป็นซุปเปอร์สตาร์อยู่เลยเพื่อมารับบทนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การศึกษามันคือสิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตสำนึกของคน ให้รู้ผิดรู้ชอบ รู้ควรไม่ควรในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด การที่พ่อหนึ่งคนสามารถมีอะไรกับลูกสาวตัวเองได้และแม่หนึ่งคนสามารถคิดว่าลูกสาวกำลังจะแย่งสามีตัวเองไป มันสะท้อนให้เห็นถึงความเหลวแหลกของคนในสังคมได้เป็นอย่างดี ผมเชื่อว่าการศึกษาน่าจะมีส่วนช่วยในการยกระดับจิตสำนึกของคนให้สูงขึ้น เพราะคนไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานที่ปราศจากสมอง มันอยู่ที่ว่าคุณจะใช้สมองไปทำในสิ่งใด สิ่งที่เห็นตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ มันคือพวกที่ใช้สมองไปทำในสิ่งที่เดรัจฉานทำ มันเหล่านั้นก็เลยเป็นได้แค่ เดรัจฉานคน ที่สุดแสนจะบัดซบไม่คู่ควรอยู่ในสังคมต่อไป ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อการศึกษาเข้าไปถึงทุกหย่อมหญ้า บนหน้าหนังสือพิมพ์คงไม่มีข่าวของพวก เดรัจฉานคน เหล่านี้ให้อ่านอีกต่อไป
---------------------
กาง-แปรง
15/07/2010
ค้นหา
กิจกรรมที่กำลังจะมีขึ้น
| ....................................................... 20 พ.ค. 2012 - 20 พ.ค. 2012 รวมพลเพื่อนเสม "กลับทุกข์ กลับสุข" |
| ....................................................... 10 มิ.ย. 2012 - 10 มิ.ย. 2012 ฟังด้วยหัวใจ |
| ....................................................... 22 มิ.ย. 2012 - 24 มิ.ย. 2012 เผชิญความตายอย่างสงบ |
| ....................................................... 13 ก.ค. 2012 - 15 ก.ค. 2012 ซาเทียร์ : แปรเปลี่ยนและเติบโตสู่ความมั่นคงภายใน |
| ....................................................... 27 ก.ค. 2012 - 29 ก.ค. 2012 ฝึกทักษะการจับประเด็น ขั้นต้น |
| ....................................................... 18 ส.ค. 2012 - 19 ส.ค. 2012 การสื่อสารอย่างสันติ ขั้นต้น |
| ....................................................... 25 ส.ค. 2012 - 25 ส.ค. 2012 รวมพลเพื่อนเสม "รวมพลคนจับประเด็น" |
| ....................................................... 01 ก.ย. 2012 - 02 ก.ย. 2012 ง่ายงามในความธรรมดา : เส้นทางแห่งการฝึกตนของคนธรรมดา |
| ....................................................... 28 ก.ย. 2012 - 30 ก.ย. 2012 เผชิญความตายอย่างสงบ |
| ....................................................... 12 ต.ค. 2012 - 14 ต.ค. 2012 งาน พลังกลุ่ม และความสุข |
| ....................................................... 26 ต.ค. 2012 - 28 ต.ค. 2012 ซาเทียร์ : แปรเปลี่ยนและเติบโตสู่ความมั่นคงภายใน |
| ....................................................... 10 พ.ย. 2012 - 11 พ.ย. 2012 การสื่อสารอย่างสันติ ขั้นต้น |
















