ต้นข้าว
มนุษย์เรามีพื้นฐานความต้องการ ในเรื่องของความปลอดภัย การยอมรับในสังคม การมีทรัพย์ ความสัมพันธ์ หน้าที่การงานมั่นคง แต่เมื่อมนุษย์ไม่เคยหยุด...ความต้องการ กิเลส ความอยากมีอยากเป็น (ไม่เคยหยุดหรือไม่คิดที่จะหยุด...) จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นภาพของสังคมบริโภคนิยมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสังคมปัจจุบัน บริโภคนิยมกำลังต้อนให้เราตกอยู่ในสภาวะของความต้องการที่ไม่จบสิ้น เป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นต่อชีวิต เพื่อให้เราดูเป็นคนที่คุณค่าในสังคม ดูมีรสนิยม ดูทันสมัย และเป็นที่ยอมรับนับถือ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีความมั่นคงทางการงาน มีทรัพย์ที่เกินเลยจนทำให้เราต้องเสียสุขภาพ ต้องศึกษาให้สูงๆเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวขาดหายไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของชีวิตที่แท้ คือ การเสพสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ดูคล้ายกับว่า คุณค่าของความเป็นมนุษย์ คือภาพลักษณ์ภายนอกอันฉาบฉวย และเป็นสิ่งที่บอกถึง ความหมายของการมีชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข (จริงหรือ...)

สังคมบริโภคนิยมจะมาเปลี่ยนทัศนคติของเราทำให้มีทัศนคติในแบบผิดๆ โดยการมีสิ่งของเกินความจำเป็นในชีวิต ทำให้เกิดทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องคอยหาสิ่งใหม่ๆเพื่อมาเติมเต็มอยู่เสมอๆ ความจริงแล้ว
เรามักทุกข์มากกว่าสุขเมื่อเรามีความต้องการ และยิ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว ก็กลายเป็นภาระที่เราต้องดูแล
ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มการติดยึดให้สะสมมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเป็นของมันมากกว่ามันเป็นของเรา เมื่อเกิดสภาวะอารมณ์ที่อยากมีอยากเป็น สติปัญญาก็จะถูกปิดกั้นทำให้ไม่สามารถคลี่คลายความทุกข์ได้ คล้ายกับว่าถ้าเรายิ่งหาความสุขจากภายนอกเท่าใดความสุขจะก็ยิ่งลดลง การจะหาความหมายของชีวิตที่ดีงามก็ยิ่งลดลงไปด้วย รวมทั้งขาดการพัฒนาในด้านของจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กีดขวางเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข....
ชีวิตจะดีงามและเป็นสุข อาจเริ่มต้นจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย โดยมองที่เหตุผลหรือประโยชน์ที่จะนำไปใช้ และคุณค่าของสิ่งของ ไปพร้อมๆกับการลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยการน้อมนำเอา ศีล สมาธิ ปัญญา มาปฏิบัติ และจะทำให้เรามีโอกาสได้รับรู้ถึง สติปัญญา ปัญญาจะช่วยให้เรามองเห็นคุณ มองเห็นโทษและทางออก การรับมือกับทุกข์จึงเป็นการแสดงถึงการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบัน (ปัจจุบัน...คือสิ่งที่มีอยู่จริง.) เมื่อเราได้ก้าวผ่านชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขมากได้แล้ว การได้รับอิสระจึงเกิดขึ้นตามมา (หลุดจากการยึดมั่นถือมั่น) ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆแต่งดงามอยู่ภายในจิตใจของเรา และหลุดจากความผันผวนปรวนแปรทั้งหลายทั้งมวลในสรรพสิ่ง เข้าใจในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ทำให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงอย่างยั่งยืน....

ดั่งที่พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้กล่าวถึง ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข ว่ามี 3 ระดับด้วยกัน
เมื่อเราทุกคนหันกลับมาให้คุณค่าด้านจิตใจกันมากขึ้น ก็จะทำให้เราอยู่ในสังคมบริโภคนิยมอย่างเป็นสุข
...แค่เพียงหนึ่งคนที่เริ่มคิดจะเปลี่ยน
...แค่เพียงหนึ่งคนที่ลงมือทำ
...และเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง
หันกลับมาเถิด...หันกลับมาพัฒนาจิตใจด้านในของชีวิต เพื่อการเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายใหม่ ที่เรียกว่า ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขอย่างยั่งยืน
จากงานอบรม สู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข วันที่ 1 3 ธันวาคม 2550 |