[ กลับหน้า รายงาน | รายงานกิจกรรม สำนักงานรามคำแหง | รายงานกิจกรรม สำนักงานอาศรมวงศ์สนิท ]
พัฒนาการชีวิตสู่ชีวิตที่งามและเป็นสุข
 

ต้นข้าว

มนุษย์เรามีพื้นฐานความต้องการ  ในเรื่องของความปลอดภัย  การยอมรับในสังคม  การมีทรัพย์  ความสัมพันธ์ หน้าที่การงานมั่นคง  แต่เมื่อมนุษย์ไม่เคยหยุด...ความต้องการ  กิเลส   ความอยากมีอยากเป็น (ไม่เคยหยุดหรือไม่คิดที่จะหยุด...) จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นภาพของสังคมบริโภคนิยมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสังคมปัจจุบัน  บริโภคนิยมกำลังต้อนให้เราตกอยู่ในสภาวะของความต้องการที่ไม่จบสิ้น  เป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นต่อชีวิต เพื่อให้เราดูเป็นคนที่คุณค่าในสังคม  ดูมีรสนิยม  ดูทันสมัย  และเป็นที่ยอมรับนับถือ  มีชื่อเสียงเกียรติยศ  มีความมั่นคงทางการงาน  มีทรัพย์ที่เกินเลยจนทำให้เราต้องเสียสุขภาพ    ต้องศึกษาให้สูงๆเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ  ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวขาดหายไป  สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า  คุณค่าของชีวิตที่แท้  คือ การเสพสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ  ดูคล้ายกับว่า  “คุณค่าของความเป็นมนุษย์ คือภาพลักษณ์ภายนอกอันฉาบฉวย”  และเป็นสิ่งที่บอกถึง  ความหมายของการมีชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข  (จริงหรือ...)

สังคมบริโภคนิยมจะมาเปลี่ยนทัศนคติของเราทำให้มีทัศนคติในแบบผิดๆ โดยการมีสิ่งของเกินความจำเป็นในชีวิต  ทำให้เกิดทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  เราจึงต้องคอยหาสิ่งใหม่ๆเพื่อมาเติมเต็มอยู่เสมอๆ ความจริงแล้ว
เรามักทุกข์มากกว่าสุขเมื่อเรามีความต้องการ  และยิ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว  ก็กลายเป็นภาระที่เราต้องดูแล
ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มการติดยึดให้สะสมมากยิ่งขึ้น  และทำให้เราเป็นของมันมากกว่ามันเป็นของเรา  เมื่อเกิดสภาวะอารมณ์ที่อยากมีอยากเป็น  สติปัญญาก็จะถูกปิดกั้นทำให้ไม่สามารถคลี่คลายความทุกข์ได้  คล้ายกับว่าถ้าเรายิ่งหาความสุขจากภายนอกเท่าใดความสุขจะก็ยิ่งลดลง  การจะหาความหมายของชีวิตที่ดีงามก็ยิ่งลดลงไปด้วย  รวมทั้งขาดการพัฒนาในด้านของจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กีดขวางเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข....

ชีวิตจะดีงามและเป็นสุข  อาจเริ่มต้นจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย  โดยมองที่เหตุผลหรือประโยชน์ที่จะนำไปใช้  และคุณค่าของสิ่งของ  ไปพร้อมๆกับการลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ  โดยการน้อมนำเอา ศีล สมาธิ  ปัญญา มาปฏิบัติ  และจะทำให้เรามีโอกาสได้รับรู้ถึง “สติปัญญา” ปัญญาจะช่วยให้เรามองเห็นคุณ  มองเห็นโทษและทางออก    การรับมือกับทุกข์จึงเป็นการแสดงถึงการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบัน  (ปัจจุบัน...คือสิ่งที่มีอยู่จริง.)   เมื่อเราได้ก้าวผ่านชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขมากได้แล้ว  การได้รับอิสระจึงเกิดขึ้นตามมา (หลุดจากการยึดมั่นถือมั่น)  ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆแต่งดงามอยู่ภายในจิตใจของเรา และหลุดจากความผันผวนปรวนแปรทั้งหลายทั้งมวลในสรรพสิ่ง เข้าใจในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ทำให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงอย่างยั่งยืน....

ดั่งที่พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล  ได้กล่าวถึง “ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข” ว่ามี 3 ระดับด้วยกัน

 

เมื่อเราทุกคนหันกลับมาให้คุณค่าด้านจิตใจกันมากขึ้น  ก็จะทำให้เราอยู่ในสังคมบริโภคนิยมอย่างเป็นสุข
...แค่เพียงหนึ่งคนที่เริ่มคิดจะเปลี่ยน
...แค่เพียงหนึ่งคนที่ลงมือทำ
...และเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง
หันกลับมาเถิด...หันกลับมาพัฒนาจิตใจด้านในของชีวิต  เพื่อการเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายใหม่ ที่เรียกว่า “ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขอย่างยั่งยืน”

จากงานอบรม “สู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข  วันที่ 1 – 3 ธันวาคม 2550